อดีตพยาบาลและสามีผู้ใจบุญ เปิดบ้านรับเลี้ยงคนชรา ที่ถูกลูกหลานทอดทิ้ง นานนับ 17 ปี

21 มกราคม 2020 | ข่าวสาร
Loading...

ในปัจจุบันแนวโน้มของผู้สูงอายุในยุคนี้เพิ่มสูงขึ้นและโลกของเรากำลังก้าวไปสู่ยุคที่เรียกว่า สังคมผู้สูงอายุ สำหรับประเทศไทยขณะนี้ประเทศเราได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว โดยผู้สูงอายุโดยปกติในสังคมไทยเรานับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเป็นผู้สูงอายุและถือว่าเป็นวัยเกษียณอายุราชการไปด้วย โดยมีประชากรผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ไม่ต่ำกว่า 10 % ของจำนวนประชากรทั้งหมด และคาดการณ์กันว่าอัตราผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไปจะพุ่งทะยานจาก 7% ในปี 2005 สูงขึ้นไปแตะ14%ในอีก 9 ปีข้างหน้าปี 2023 ซึ่งเมื่อนั้นเราจะถือว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์

Loading...


(เป็นเพียงภาพประกอบเท่านั้น)

จากสถิติและสถานการณ์ประชากรผู้สูงอายุนับวันมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า คนอายุยืนมากขึ้น เสียชีวิตยากขึ้น เพราะการแพทย์ที่ทันสมัย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อายุยืนแล้วจะมีความสุขหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดี เรามักพบว่า ผู้สูงอายุกลับต้องทนทุกข์เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังสารพัด ผู้สูงอายุว้าเหว่โดดเดี่ยวเดียวดาย ถูกละเลยจากสังคมและลูกหลาน ฯลฯ และเป็นกลุ่มประชากรที่ถูกเรียกว่า ภาวะพึ่งพิง ดังนั้นเราไปดูวิธีการเตรียมตัวเมื่อถึงวัยผู้สูงอายุกันดีกว่า

วันนี้ทางทีมงานได้นำเรื่องราวดีมาฝากกัน กับอดีตพยาบาลและสามีผู้ใจบุญ ที่เปิดบ้านรับเลี้ยงคนชรามานาน 17 ปี

Loading...

สำหรับ 2สามีภรรยานี้ ที่เปิดบ้านรับเลี้ยง คนชรา ในนามของ “บ้านศิริวัฒนธรรม” บ้านที่รับอุปการะคนชราไร้ญาติมาดูแล เกือบ 20 ชีวิต ทำมานาน10 กว่าปีแล้ว ในย่านดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี วันนี้เราจึงขอย้อนนำเรื่องราวของทั้ง 2 มาให้เพื่อนๆได้รับทราบกันถึงความมีน้ำใจและเสียสละกันอีกครั้ง

บ้านนี้อยู่ในความดูแลของ คุณนารี นีสันเทียะ อายุ 38 ปี และคุณกล้า ศิริวัฒนธรรม อายุ 30 ปี สองผัวเมียที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ กำลังทำการดูแลและพยาบาลคนชราที่นอนอยู่บนเตียงนอน



คุณกล้า ได้เล่าให้ฟังถึงความเป็นที่นำคนชราและคนป่วยมาดูแลว่า ในอดีตนั้น คุณนารี ซึ่งเป็นภรรยามีอาชีพรับจ้างดูแลคนป่วยที่โรงพยาบาลดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก โดยคิดค่าเฝ้าดูแลวันละ 300 บาท ทำมาเป็นเวลา 4 ปี ส่วนนายกล้าประกอบอาชีพทำไก่สดส่งขายตามตลาด

Loading...

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ภรรยาไปดูแลแต่ละรายส่วนใหญ่เป็นคนชรา บางคนเป็นแผลเรื้อรัง และเมื่อดูแลไปนานวันญาติผู้ป่วยก็หายไปและไม่มาเยี่ยมผู้ป่วยเลย เมื่อไม่ได้รับค่าจ้างและคนป่วยเองก็ไม่มีใครดูแลด้วยความสงสารจึงได้มาปรึกษาว่าจะนำมาดูแลเองที่บ้าน โดยได้ประสานกับทางโรงพยาบาลดำเนินสะดวก เนื่องจากเกรงว่าจะมีญาติมาติดต่อก็จะได้ติดตามไปรับผู้ป่วยได้ที่บ้าน

นอกจากนี้ยังเป็นการลดภาระของโรงพยาบาลด้วย เริ่มแรกก็ลงทุนซื้อเตียงนอนให้เพียงแค่ไม่กี่คนต่อมามีคนทราบข่าวว่า มีสถานที่รับดูแลผู้ป่วยที่เป็นคนชรา จึงมีคนนำมาให้ดูแลเพิ่มอีกบางรายที่นำมาให้ช่วยดูแล เมื่อมีอาการดีขึ้นก็จะมารับกลับไป ซึ่งจะหมุนเวียนมาอย่างนี้ แต่ก็จะมีบางรายที่ในช่วงแรกๆญาติก็จะมาเยี่ยมเยียนและส่งข้าวของและเงินทองให้บ้างต่อมาก็หายเงียบไป
คุณกล้า ยังได้เล่าอีกว่า แม้ว่าจะมีผู้เสียชีวิตไปบ้างแล้วแต่ก็ไม่มีญาติมาติดต่อ จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ทำหน้าที่ดูแลบุคคลเหล่านี้มา ทำให้ต้องเลิกอาชีพทำไก่สดส่งขายและมาช่วยภรรยาดูแลคนชราเหล่านี้

โดยทุกวันนี้มีสมาชิกที่เป็นคนชราเพิ่มเกือบ 20 คนแล้ว แม้ว่าจะมีญาติของบุคคลเหล่านี้ที่คอยส่งเสียให้บ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่เพียงพอต่อค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ในการทำแผลเนื่องจากหลายคนช่วยเหลือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ต้องนอนซมอยู่บนเตียงทำให้เกิดแผลกดทับ จึงต้องคอยทำความสะอาดแผลให้ตลอดเพื่อไม่ให้ลามไปที่อื่น

“ทุกวันนี้เงินทองที่สะสมเอาไว้ก็หมดลงเพราะต้องใช้จ่ายดูแลคนชราจนหมด จะกลับไปทำอาชีพเดิมก็ไม่ได้ เพราะเราทิ้งเขาไม่ได้ เราต้องดูแลอย่างไกล้ชิดและสังเกตอาการเกือบทุกชั่วโมง ต้องวัดความดัน ต้องให้อาหาร น้ำดื่ม ดูเลทำความสะอาดเมื่อผู้ป่วยขับถ่าย หรือเมื่อมีอาการผิดปกติต้องเรียกหมอที่อนามัยใกล้บ้านมาดูแล หากบางรายอาการไม่ดีต้องรีบส่งโรงพยาบาล”

สิ่งที่นายกล้าและภรรยาทำไปนั้นไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไรกับญาติผู้ป่วยที่นำมาให้ดูแล แต่เป็นการช่วยเหลือสังคมในการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาสและไม่มีญาติดูแลซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนชราที่ลูกหลานไม่สนใจปล่อยทิ้งโดยไม่ได้คำนึงความรู้สึกของคนเหล่านี้ อีกทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยที่เจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตที่มีความทุกข์ทั้งกายและใจ

เพื่อให้ผู้ป่วยที่ชรามีความรู้สึกมั่นใจ อบอุ่นใจว่าไม่ถูกสังคมไทยทอดทิ้งและอยากเป็นคนต้นแบบ ที่มีแบบอย่างให้สังคมรับทราบและปฏิบัติตาม

โดยเน้นชีวิตที่มีคุณค่า แต่เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล หรือ อบต.ได้ติดต่อที่จะนำคนชรามาให้ดูแลมากยิ่งขึ้น ส่วนทุนทรัพย์ที่ได้จากการบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ ก็ยังไม่พอเพียงกับค่าใช้จ่าย

เกี่ยวกับการดูแลคนชราที่ป่วยเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตให้ดีมีคุณภาพ ถึงแม้จะเหนื่อยยากลำบากเพียงใด ตนและครอบครอบครัวขออุทิศตนทำงานนี้เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมต่อไป

หากท่านใดจะให้ความช่วยเหลือ หรือจะบริจาค ชื่อบัญชี นายกล้า ศิริวัฒนธรรม นางบุษยา แซ่อุ่น เลขบัญชี 707-0-13698-6

ธนาคารกรุงไทยสาขาดำเนินสะดวก หรือติดต่อสอบถาม นายกล้า โทร. 083-5590526

ทางเฟซบุ๊กจารุณี สินวาด ก็ได้มีการอัพเดทข้อมูลว่า..

บ้านศิริวัฒนธรรม เป็นบ้าน 2 สามีภรรยา พี่ผู้หญิงเสื้อเขียวเป็นพยาบาลเก่า เปิดเป็นบ้านรับเลี้ยงและดูแลคนชรามาเป็นเวลา 17 ปี คนชราบางคนญาติทิ้ง พ่อกับแม่พี่เขาเสียไป พี่เขาเลยรับมาดูแล ตอนนี้มี 33คน มีเดินได้ แต่ไม่แข็งแรง

แค่คนเดียวที่เหลือเดินไม่ได้ตามภาพมานี่ก็แจกขนมตากับยายบางคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็ช่วยกันป้อนให้ ทั้งหมดคือลูกหลานทิ้ง เมียทิ้งและมีที่ເสียชีวิตไปแล้ว 76 คน อยากฝากเเชร์บอกบุญกับทุกๆท่านถ้ามีโอกาสร่วมทำบุญได้ค่ะ

อย่างไรก็ดี ใครที่สนใจสามารถร่วมทำบุญได้ตามแต่สะดวก เพราะถึงแม้บ้านพักดังกล่าวจะออกสื่อไปบ้างแล้ว ก็ยังต้องการความช่วยเหลือเป็นระยะ เพราะยังมีคนชราอีกมากที่ต้องกินต้องใช้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย

ขอบคุณที่มา : เฟซบุ๊ก จารุณี สินวาด , บ้านพักคนชรา บ้านศิริวัฒนธรรม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี





Loading...